Welcome to Tee Lee 9-Dragon Club
 
 Username:  Password:  
 
 


  ทฤษฎีซาฮะ สี่เก็ก (ไตรภาคี)
 

            เป็นทฤษฏีของการใช้เข็มทิศฮวงจุ้ย (หล่อแก) ที่ใช้ในการหาทิศทาง และพยากรณ์ ตามหลักฮวงจุ้ย ที่มีการนานนับพัน ๆ ปี ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับ การสร้างบ้าน ที่อยู่อาศัย ทำเลที่ตั้งของร้านค้า สุสานบรรพบุรุษ โดยอาศัยหลักการทางธรรมชาติ หรือที่เรารู้จักกัน ก็คือ “เบญจธาตุ” ซึ่งประกอบไปด้วย ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ และธาตุไฟ แล้วนำมาผสมผสานกับแนวคิดของ ฟ้า ดิน มนุษย์ และปฏิกิริยาของกลุ่มดาวฤกษ์ รวมทั้งแนวคิดของกระแสพลัง 24 ทิศทาง

            ทฤษฎีซาฮะ สี่เก็ก ยังสามารถนำมาคำนวณหาตำแหน่งที่ดีร้ายที่เกิดขึ้นจาก “กระแสน้ำเข้า - กระแสน้ำออก” รวมถึงการพยากรณ์สภาพแวดล้อม ที่จะส่งผลต่อบุคคลที่อยู่อาศัยในทำเลที่ตั้งดังกล่าว ว่าจะเป็นเช่นไร นอกจากนี้ ความสำคัญของทฤษฏีซาฮะ ที่มักจะนำมาใช้กัน ก็คือ การเลือกทำเลที่ตั้งอย่างไร เพื่อให้มีความเหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งจะนำไปสู่การดำรงชีวิตที่ดีขึ้น

  ทฤษฎีซำง้วน (ลักจั๊บสี่ข่วย)
 

            เป็นทฤษฎีของการใช้เข็มทิศฮวงจุ้ย (หล่อแก) ที่นำแนวคิดของ “อี้จิง” มาผสมผสานธรรมชาติทั้ง 8 ชนิด ได้แก่ ฟ้า ดิน สายลม ทะเลสาบ ไฟ ภูเขา สายฟ้า น้ำ หรือก็คือ 8 ทิศทางหลัก แล้วมีการสลับเปลี่ยนหมุนเวียน จนกระทั่งก่อเกิดเป็นแนวคิดกระแสพลังของ 64 ทิศทาง หรือที่เรียกว่า “64 ข่วย”

            ทฤษฎีซำง้วน (ลักจั๊บสี่ข่วย) เป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นในยุคสถาปนา ราชวงค์เช็ง (แมนจู) โดยโบราณสถานที่ถูกสร้างขึ้นมาในยุคสมัยนั้น แล้วนำทฤษฎีซำง้วน (ลักจั๊บสี่ข่วย) มาใช้ ก็คือ พระราชวัง ณ กรุงปักกิ่ง ที่มีความยิ่งใหญ่ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์


            ในยุคปัจจุบัน ทฤษฎีซำง้วน (ลักจั๊บสี่ข่วย) ได้มีผู้ที่นำมาใช้ แต่ความรู้ และความเชี่ยวชาญ ยังมีอยู่น้อยมาก เนื่องจาก ทฤษฎีมีความสลับซับซ้อนมากมาย เพราะว่า การผสมผสานที่เกิดขึ้นในแต่ละ “ข่วย” ก็มีความหมายที่แตกต่างกัน และความพิเศษของแต่ละ “ข่วย” ก็ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ทฤษฎีซำง้วน (ลักจั๊บสี่ข่วย) ยังว่าด้วยเรื่องของกระแสพลังที่มี กาลเวลาเป็นตัวกำหนดว่าดี หรือร้าย อย่างไร

            ดังนั้น การนำทฤษฎีซำง้วน (ลักจั๊บสี่ข่วย) มาใช้ ต้องคำนึงถึงหลักการที่มีความสอดคล้องของกระแสพลัง ซึ่งจะส่งผลได้อย่างชัดเจน และรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นผลดี หรือผลเสีย


  ทฤษฎี “เหี่ยงคง” (ดาว 9 ยุค)
 
            เป็นวิชาที่ว่าด้วยดวงดาวทั้ง 9 ดวง ซึ่งตามหลักของระบบสุริยะจักรวาล ก็คือ ดวงอาทิตย์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัส ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวเกตุ ดาวราหู และ ดาวมฤตยู หรือถ้าเป็นชื่อดวงดาวทางโหราศาสตร์ ก็คือ ดาวทัมลั้ง ดาวกือมึ้ง ดาวลกซุ้ง ดาวบุ้งเข็ก ดาวเนี่ยมเจ็ง ดาวบู๊เข็ก ดาวพั้วกุง ดาวจ้อหู้ และ ดาวอิ้วเพียก การโคจรของดวงดาวทั้ง 9 ดวง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ก็ย่อมต้องมีผลกระทบที่ตามมา ซึ่งก็คือ กระแสของพลังแม่เหล็กที่เปลี่ยนไป

            จากกระแสพลังแม่เหล็กที่เปลี่ยนไป ก็ย่อมต้องส่งผลกระทบมาสู่โลกมนุษย์ และสิ่งที่มีชีวิตบนโลก ไม่ว่าจะเป็นปรากฎการณ์ทาง ธรรมชาติ ที่มีผลกระทบมาสู่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ทำเลยที่ตั้ง ที่อยู่อาศัย สุขภาพ อาชีพ ซึ่งประเด็นที่เกิดขึ้นจะมีทั้งผลดี และผลร้าย กับแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน
 

ทฤษฎี “โป๊ยแทะ” (8 ทิศ)

            เป็นวิชาที่พัฒนาแนวคิดมาจาก “ไท้เก็ก” ที่มีทั้งด้าน “ขาว” และ “ดำ” แล้วนำมาแบ่งแยกประเภทออกเป็น 8 ส่วน แล้วแปรเปลี่ยนมาเป็นหลักของ 8 ทิศ ซึ่งแต่ละทิศมีความแตกต่างกัน และให้คุณประโยชน์ไม่เหมือนกัน ทฤษฎี “โป๊ยแทะ” มีการนำมาวิเคราะห็ที่ค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งการแบ่งแยกตามอายุของมนุษย์ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย บุคคลในครอบครัว ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งระบบที่นำมาวิเคราะห์ ก็คือ ระบบโซยที และระบบอ่าวที


  ทฤษฎีคี่มุ้งตุ่งกะ
 
            เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วย กลยุทธ์ หรือกลวิธีทางพิชัยสงคราม ที่นำมาใช้ในการศึกยุคโบราณ ยกตัวอย่าง ในยุคของกษัตริย์ จู หยวน จาง ได้นำหลักวิชานี้มาใช้เพื่อล้มล้างราชวงศ์หยวน (เผ่ามองโก) และกอบกู้ราชวงค์หมิง แม้กระทั่งในยุคก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศจีน การสิ้นสุดของราชวงศ์เช็ง (แมนจู) บุคคลสำคัญอย่างเช่น หยวนซือไค, ดร.ซุนยัดเซ็น, เหมาเจ๋อตง และเจียงไคเช็ค ต่างก็มีความรู้ในวิชานี้ เนื่องจาก บุคคลเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากตระกูลทางฝั่งภรรยา ซึ่งได้นำวิชานี้มาประกอบกลยุทธ์ทางพิชัยสงคราม ภายใต้หลักการของฤกษ์ยาม และทิศทางในการสู้รบ จนกระทั่งทำให้กองทัพของคณะปฏิวัติประสบกับชัยชนะ และสามารถปฏิรูปการปกครองขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในทุกวันนี้

            ปัจจุบัน การที่จะมีใครสักคนได้รับการถ่ายทอดวิชานี้ มีอยู่น้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่การถ่ายทอดวิชานี้ มักจะถ่ายทอดกันภายในตระกูล ซึ่งเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนส่วนมาก มักจะไม่ทราบว่ามีวิชาดังกล่าวปรากฏอยู่

            ทฤษฎี “คี่มุ้งตุ่งกะ” เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยทิศทาง ประกอบด้วยฤกษ์ยาม โดยทิศทางของประตูพิศดาร จะมีพื้นฐานอยู่ 8 ประตู แต่เมื่อมีการพลิกแพลงจะสามารถแยกออกเป็น 64 ประตู ดังนั้นเมื่อนำวิชานี้มาใช้กับ วัน เวลา ก็จะทราบ วัน เวลา ดังกล่าว เหมาะกับเรื่องอะไร



Copyright © Supattrakij Puengsupsanti. All rights reserved